Rise of Fan TV

สมัยก่อนที่เราดูฟุตบอลกัน เราจะดูบทวิเคราะห์เกมจากทางสื่อทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ หรือวิทยุเป็นหลัก ไม่ว่าจะจากผู้สื่อข่าวฟุตบอล หรือไม่ก็อดีตนักเตะมานั่งวิเคราะห์ทีมไหนจะแพ้จะชนะในช่วงก่อนเกม และวิเคราะห์ว่าทำไมทีมนั้นทีมนี้ถึงชนะหรือแพ้หลังเกม

นอกจากนี้เราก็อาจจะไปพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะกับแฟนบอลทีมเดียวกันเอง ตามเว็บบอร์ด หรือแฟนเพจต่างๆ ที่กล่าวมานี่คือวิถีชีวิตของแฟนบอลไทยที่ตามเชียร์ทีมต่างประเทศอย่างทีมในพรีเมียร์ลีก ส่วนแฟนบอลต่างประเทศ ปกติเค้าก็อาจจะมีการเข้าผับไปนั่งดื่ม นั่งคุยกันเกี่ยวกับแมตช์ที่เตะก่อนและหลังเกม

จวบจนมาเมื่อราวปี 2012 แฟนบอลอาร์เซน่อล Robbie Lyle อดีตนักร้องเร็กเก้ เชื้อสายจาไมก้า ก็ได้หันมาทำ Arsenal Fan TV (เปลี่ยนชื่อมาเป็น AFTV ในเวลาต่อมา) ช่องทาง Youtube โดยร็อบบี้ได้จับไมค์ไปสัมภาษณ์แฟนบอลอาร์เซน่อลหลังเกม ถึงความรู้สึกหลังเกม ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ใครเล่นดีเล่นแย่ ผจก.ทีมวางแผนดีหรือไม่ อย่างไร

ต้องยอมรับอยู่อย่างนึงว่า ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แฟนบอลต่างประเทศจะให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับทีมแบบตรงไปตรงมามากกว่าแฟนบอลไทย ชนะก็ชื่นชม แพ้แบบเล่นไม่ดีก็ด่ายับ หลังเกมเราเลยจะไม่ค่อยเห็นแฟนบอลต่างประเทศออกมาให้สัมภาษณ์ว่า แพ้ก็ไม่เป็นไร สู้ๆต่อไปนะครับ/นะคะ เป็นกำลังใจให้เสมอ….. มิติในการนำเสนอ รวมถึงความคิดเห็นแฟนบอลจึงค่อนข้างหลากหลาย ดูแล้วสนุก แพสชั่นมาเต็ม เพราะบางทีเราก็คิดเหมือนกันกับคนให้สัมภาษณ์น่ะแหละ!

เมื่อปี 2014 ตอนที่ได้ไปดูเกมที่เอมิเรตส์ ผมก็มีโอกาสได้เจอ Robbie และ Claude แฟนบอลอาร์เซน่อลผู้ล่วงลับ ที่มักจะจัดเต็มกับอาร์แซน เวนเกอร์อยู่เสมอ เสียดายที่แฟนๆรุมแน่นขนัดมาก กอปรกับผมต้องรีบไปธุระต่อ เลยไม่ได้อยู่รอดูสัมภาษณ์ยาวๆ

บางทีหลังเกม เราก็แค่อยากจะฟังความเห็นของแฟนบอลธรรมดาๆ ทีมเดียวกับที่เราเชียร์เนี่ยแหละ บางทีความเห็นแฟนบอลเหล่านี้ก็น่าสนใจกว่า Pundit หรือนักวิเคราะห์ชื่อดังทางทีวีเสียอีก ทั้งเรื่องความหลากหลายทางความเห็น และข้อจำกัดทางทีวีอื่นๆ ก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน ไม่ว่าจะห้ามคำผรุสวาท บางทีก็เกรงใจนักฟุตบอลด้วยกันเอง เพราะบางคนก็รู้จักกันเป็นการส่วนตัว จะให้มาบอกว่าเล่นห่วยแตก สุนัขไม่รับประทาน มันก็กระไรอยู่

ด้วยการที่ร็อบบี้เป็นพิธีกรที่ดี แถมพูดสำเนียงฟังไม่ยาก ชัดถ้อยชัดคำ และที่สำคัญเลยคือแฟนบอลอาร์เซน่อลที่แกเลือกมาสัมภาษณ์ประจำนั้น มีคาแรกเตอร์หลายคนตรงข้ามกันอย่างชัดเจน อาทิ Mr.DT กับ Claude ที่มักจะด่าเวนเกอร์เสมอเวลาทีมแพ้ กับ Ty ที่ไม่ว่าทีมจะเล่นห่วยหรือแพ้ยังไง ก็ยังปกป้องนักเตะ, ผจก.ทีม, และมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ AFTV จึงค่อยๆได้รับความนิยมจากทั้งแฟนอาร์เซน่อลเอง และแฟนบอลทีมคู่แข่ง (ประมาณว่า ชอบมาดูแฟนน่อลทะเลาะกัน) พุ่งทะยานกลายเป็น Fan TV Channel หรือช่องสำหรับแฟนบอลอันดับหนึ่งของโลกในทันที (จนถึง ณ เดือนเม.ย. 2021 นี้ มียอดซับทั้งหมด 1.3 ล้านคนแล้ว)

Fan TV Channel จึงเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงประมาณ 5-6 ปีหลังมานี้ ด้วยคอนเซปต์ ‘ช่องของแฟนบอล เพื่อแฟนบอล’ แฟนบอลวิพากษ์วิจารณ์สโมสรเองโดยตรง ตัดตอนการอวย การทำ PR นำเสนอแต่ภาพลักษณ์ด้านบวกต่างๆที่เรามักจะพบเจอได้จากทางช่องทางการ หรือ Official channel ของสโมสรนั้นๆออกไป อย่างไรก็ดี ยังไม่มีช่อง Fan TV ไหนที่เติบโต กลายเป็นปรากฏการณ์ได้มากเท่ากับ AFTV แม้กระทั่งช่องของแฟนแมนฯยูฯ หรือลิเวอร์พูลก็ตาม

สิ่งนึงที่ต้องยอมรับสำหรับ AFTV (ช่วงยุคก่อนโควิด) ก็คือ การอุทิศตนของ Don Robbie ที่ตามไปถ่ายทำ สัมภาษณ์แฟนบอลอาร์เซน่อลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหลังเกมบอลยุโรปที่รัสเซีย ยูเครน หรือแม้กระทั่งบอลอุ่นเครื่องที่อเมริกา หรือสิงคโปร์ นี่เป็นสิ่งที่ช่องแฟนทีวีอื่นยังทำไม่ได้ ส่วนใหญ่ได้แต่นั่งวิเคราะห์อยู่ในสตูดิโอ หรือหน้าสนามทีมเหย้าเป็นหลักเท่านั้น

การก่อกำเนิดของ Fan TV Channel จึงเป็นปรากฏการณ์สำคัญ และผมคิดว่าจะเป็นเทรนด์ของการเสพสื่อฟุตบอลในโลกอนาคตข้างหน้ามากยิ่งขึ้น ในยุคที่คนหันมาดูคอนเทนต์ทางออนไลน์มากขึ้น คนดูทีวีน้อยลง ทีวีกับ Official channel จะกลายเป็นพื้นที่สำหรับข่าวสาร หรือ content PR ที่เป็นทางการเท่านั้น

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*